เปิดใจนักธุรกิจหนุ่มจากแดนอิสาน   “สมเจตน์ สุขศิริ”  กรรมการผู้จัดการ บริษัท บ้านเราไม้แบบ จำกัด ผู้เปิดตำนานแฟรนไชส์ไม้แบบพลาสติกเจ้าแรกของเมืองไทย เพื่องานก่อสร้างไทยที่หลีกเลี่ยงการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ (ป่าไม้) ปี 2560 เปิดเกมรุกกลยุทธ์การตลาด สร้างแบรนด์และลุยแฟรนไชส์ทั่วภาคอีสาน ปูทางเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯในอีก 5ปีข้างหน้า เผยรูปแบบการลงทุนแฟรนไชส์ SMEs ด้วยการลงทุนที่ต่ำแต่อัตราผลตอบแทนสูงลิ่ว

ปฐมบท…บ้านเราไม้แบบ

“สมเจตน์ สุขศิริ”เล่าว่าเขา เป็นคนอำเภอภูเขียว จ.ชัยภูมิ ย้ายที่อยู่ตามคุณพ่อมาตลอด เพราะคุณพ่อเป็นข้าราชการกรมทางหลวง เขาเรียนระดับมัธยมศึกษา ที่โรงเรียนสาธิตศึกษาศาสตร์ ม.ขอนแก่น ต่อด้วยการเรียนปริญญาตรีวิศวโยธาที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีลาดกระบัง
ตอนแรกทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง เริ่มด้วยก่อสร้างอาคารเรียนที่ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา ก็มีปัญหาเกี่ยวกับทาวเวอร์เทรนด์ พื้นที่ไม่สะดวกในการขนย้ายอุปกรณ์ เช่น ไม้แบบ ฯลฯ ต่อมาก็ไปรู้จักกับ บริษัท สิริวรรณ พลาสติก จำกัด ก็ได้รู้จักไม้แบบพลาสติก ได้เห็นว่าข้อดีของไม้แบบพลาสติก คือน้ำหนักเบา สามารถเคลื่อนย้ายโดยใช้แรงคนได้ ถึงแม้ว่าแบบจะใหญ่แค่ไหนก็สามารถใช้คนขนย้ายได้ หมดปัญหาเรื่องไม่มีทาวเวอร์เทรนด์ เพราะสามารถใช้แรงคนขนของเข้าไปได้ ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องข้อจำกัดด้านพื้นที่

ก่อตั้งบริษัทเมื่อ5ปีที่แล้ว

หลังจากนั้นก็มาช่วยงานของครอบครัวที่ชัยภูมิ ซึ่งทำธุรกิจรับเหมา งานของหน่วยงานราชการ และช่วงนั้นผมก็มีไม้แบบซึ่งเหลือใช้จากงานที่ศาลายา และไม้แบบพลาสติก ยังเป็นสินค้าใหม่เมื่อ 7-8 ปีก่อน ยังไม่มีคนรู้จัก โดยเฉพาะโซนอีสานยิ่งไม่มีใครรู้จักเลย และผมเองใช้แล้วก็รู้ว่าใช้งานง่าย สะดวก น้ำหนักเบา

ก็เลยปรึกษากับทางโรงงานว่า ผมอยากจะเป็นดีลเลอร์ ผลิตมาขาย (ตอนนี้เจ้าใหญ่ก็มีที่เชียงใหม่ และผมที่ขอนแก่น) ตอนแรกผมก็มองทำเลก่อนว่าถ้าเราไปเปิดตลาดที่ชัยภูมิ น่าจะไม่เวิร์คเท่าที่ควร เพราะงานก่อสร้างยังน้อย คิดว่าที่ขอนแก่นน่าจะบูมได้ง่ายกว่า จึงเอาไม้แบบพลาสติกมาเปิดตลาดที่ขอนแก่น ทางโรงงานแนะนำผมว่า ให้ลอง เปิดขายด้วยและให้เช่าด้วย ผมก็ลองดู ช่วงแรกไม่มียอดขายเลย เพราะไม่มีใครรู้จักเลยว่ามันคืออะไร
ขนาดให้ไปใช้ฟรี ก็ยังไม่มีใครเอา เพราะไม่รู้ว่าคืออะไร บางทีก็กลัวว่าการเข้าแบบจะเบี้ยว กลังจะไม่ได้คุณภาพ เราต้องใช้เวลาประมาณ 1 ปี กว่าจะเริ่มมีคนรู้จัก เริ่มกล้าลองใช้ เริ่มเชื่อมั่นในตัวสินค้า พอเริ่มเข้าปีที่ 2 ก็เริ่มดีขึ้น เข้าปีที่ 3-4 ก็เป็นที่รู้จัก คนส่วนใหญ่ยอมรับได้แล้ว ปัจจุบันก็นับเป็นปีที่ 5 แล้ว สำหรับธุรกิจนี้

ปี2560รุกเปิดแฟรนไชส์ทั่วอีสาน

สำหรับปี 2560 นั้น“สมเจตน์” จะเปิดเกมการตลาดด้วยการเปิดขายแฟรนไชส์ 3 ไซด์ คือ เล็ก กลาง ใหญ่ ขนาดเล็กราคาประมาณ 5 แสนบาท ขนาดกลาง 1 ล้านบาท ขนาดใหญ่ อยู่ที่ 1.5 ล้านขึ้นไป ธุรกิจของผมเป็นงานบริการ เราไม่ได้ขายสินค้า แต่ตัวสินค้าของเราการันตีว่าดีกว่าเหล็กแน่นอน เพราะเหล็กหนักเข้างานยากกว่า

คุณสมบัติคนที่จะเปิดแฟรนไชส์

คุณสมบัติของผู้มาซื้อแฟรนไชส์ นั้นต้องมีความรู้ด้านงานก่อสร้าง หรือ อาจจะมีคอนเนคชั่นในแวดวงก่อสร้าง เพื่อจะได้ทำตลาดได้เร็วขึ้น เช่น pant ปูน ซึ่งใช้คู่กับไม้แบบอยู่แล้ว สาขาของเราเองมี 4 สาขา ที่ ขอนแก่น, อ.ชุมแพ, อ.กะนวม(บ้านทุ่ม), อ.บ้านไผ่ ของลูกค้าที่ซื้อแฟรนไชส์เริ่มมีที่ อุดรฯ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสิน เป้าหมายคือ ปีนี้จะเปิดให้ครบทั้งภาคอีสาน รวมประมาณ กว่า 20 สาขา ถ้าตัวจังหวัดอาจจะลงไซด์กลาง ถึง ไซด์ใหญ่ ถ้าเป็นอำเภอ ก็อาจจะลงไซด์เล็ก ผมขายโปรดักส์ และโปรแกรมออนไลน์ ผมสามารถรู้ยอดขาย รู้รายละเอียดทุกอย่างได้โดยเช็คจากมือถือ ผมดูแลลูกค้า โดยจะมีเช็คเกอร์ มีทีมเซอร์วิส มีทีมการตลาดเข้าไปช่วยหาลูกค้า

แฟรนไชส์ไม้แบบคืนทุนภายใน2ปีลงทุนแค่ 500,000 บาท

สำหรับการคืนทุนน่าจะไม่เกิน 2 ปี ปัจจุบันนี้ก็ขายง่าย หาลูกค้าง่าย เพราะมีคนรู้จักเยอะแล้ว ไม่เหมือนกับที่ผมทำตอนแรกปีนี้ตั้งเป้าปูพรมธุรกิจที่ภาคอีสานทั้งหมด และในอีก 5 ปี ข้างหน้า จะขยายธุรกิจออกไปทุกภาคทั่วประเทศ
ด้านรายได้ปีที่ผ่านมา เราแบ่งออกเป็น 2 เซ็กชั่น คือเช่า กับ ขาย รายได้จากการเช่า เฉลี่ยเดือนละ 6-7 แสนบาท ถ้าลูกค้าลงทุน 1 ล้าน จะมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 1.5 ล้านบาทต่อเดือน เลือกทำเลดีๆ เช่น ใกล้ร้านขายวัสดุก่อสร้าง ร้านแบบเหล็กในขอนแก่นมีประมาณ 20 ร้าน ธุรกิจของผมเป็นแบบพลาสติกอยู่เจ้าเดียว ช่วงแรกที่ผมทำธุรกิจผมลุยเอง วิ่งหาโครงการฯ ไปตามไซต์งาน ไปแนะนำสินค้า เพราะเราเป็นสินค้าใหม่

ความสามารถในการผลิต

ตอนนี้ผมซื้อสินค้าจากซัพพลายเออร์อยู่ แต่ผมตั้งใจว่าต่อไปจะซื้อตัวโมที่ใช้หล่อ เอาไปให้โรงงานของเพื่อนเป็นผู้ผลิต ไม่ต้องลงทุนไปตั้งโรงงานเอง ปีนี้ถ้าทำตลาดได้เต็มพื้นที่ ตั้งใจว่า จะเริ่มเปิดไลน์ผลิต ตั้งใจไว้ว่า ถ้าเป็นไปได้ ก็อยากให้หนึ่งอำเภอ มีสาขาของเราหนึ่งสาขา แค่นี้ก็พอใจในระดับหนึ่งแล้ว

ปัญหา อุปสรรค

มีเข้ามาให้แก้อยู่เรื่อยๆ แต่ด้วยประสบการณ์ที่เรามี ผมเจอปัญหาของลูกค้ามาทุกรูปแบบ ผมสามารถแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้ทันที เช่น ในส่วนการเช่า เขาก็กลัวว่าลูกค้าเช่าไปแล้วจะไม่เอามาคืน เบื้องต้นเราจะเก็บค่ามัดจำ ประมาณ 10% ของค่าเช่าสินค้า ซึ่งเท่ากับค่าเช่า 10 วัน โดยปกติ 5 วันก็ต้องใช้กันเสร็จแล้ว ถ้าช้าหน่อยก็ไม่เกิน 10 วัน ถ้าเกินกว่า 10 วัน เราก็จะขอค่ามัดจำเพิ่มอีก 5-10 วัน คือโดยธรรมชาติจะเช่ากันไม่เกิน 10 วัน ถ้าเช่าเกิน 10 วัน แสดงว่าเริ่มมีความผิดปกติ เราก็ต้องเรียกเก็บเงินเพิ่ม หรือ ขอคุยกับเขาว่าต้องขอเก็บแบบคืนมาเลย หรือทำตามกระบวนการทางกฎหมาย ก็ทำมาหมดแล้ว กรณีทำนองนี้ช่วงแรกที่ผมเปิดร้านก็มีบ้าง เช่าแล้วเอาแบบหายไปเลย ไม่เอามาคืน แต่ช่วง 3 ปีหลัง เราก็มีวิธีป้องกันอย่างที่เล่ามา ของก็ไม่หายอีกเลย

“ผมมองว่านี่เป็นธุรกิจที่ทำกำไรได้เยอะ เราก็ต้องเสี่ยง แต่ว่าจะเลือกเสี่ยงแบบไหนที่มีความเป็นไปได้ คุ้มต่อความเสี่ยง กำไรขั้นต่ำอยู่ที่ 7-10% ถ้าจะมาซื้อแฟรนไชส์นี้ต้องเข้าใจก่อนว่า นี่เป็นงานบริการ ไม่ได้ขายสินค้าอย่างเดียว ต้องทำให้ลูกค้าประทับใจในงานด้านบริการ เพราะตัวโปรดักส์ดีอยู่แล้ว ดีกว่าเหล็ก เพราะอยู่กึ่งกลางระหว่างไม้กับเหล็ก ไม้นั้นอาจจะใช้ดีกว่า แต่ไม้แบบก็มีราคาแพง แนวโน้มของไม้แบบมีแต่จะแพงขึ้นไปเรื่อยๆ เปรียบเทียบง่ายๆ สมมติซื้อไม้แบบมาใช้งาน ราคา 100 แบบ ใช้ได้เต็มที่ประมาณ 5 งาน ก็พังแล้ว เงิน 100 บาทก็เสียไปเลย แต่เราให้เช่าไม้แบบพลาสติก 5 งาน คิดงานละ 5 วัน จ่ายแค่ 25 บาท คุ้มกว่ากันเยอะครับ ถือได้ว่าเราเป็นโปรดักส์ที่ส่งเสริมเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หลีกเลี่ยงการตัดไม้ทำลายป่า แม้แต่ตัวโปรดักส์เองก็เป็นพลาสติกรีไซเคิล”

วัดความสำเร็จอย่างไร

ผมว่าเราเพิ่งเริ่ม แต่ก็อยากให้ธุรกิจของเราก้าวไปได้ถึงตลาดหลักทรัพย์ฯใน5ปีข้างหน้าละอนาคตจะขยายแบรนด์ไม้แบบไปทั่วประเทศและทั่วใน AEC

ใครเป็นคนคิดชื่อบ้านเราไม้แบบ

เกิดจากแนวคิด ต้องการสร้างบรรยากาศความเป็นกันเอง เป็นมิตร แฟรนไชส์บ้านเราไม้แบบ จะช่วยให้ผู้อื่นมีรายได้เพิ่มขึ้น การที่น้ำหนักไม้แบบเบา ทำให้สามารถประหยัดแรงงานคนได้ ในส่วนของการเก็บรักษา ถ้าใช้แบบเหล็ก ถ้าเป็นร้านเช่า คุณสมบัติของเหล็ก ตัวโปรดักส์จะไม่คืนรูป ถ้าบิดเบี้ยว เขาก็จะคิดเงินเต็มราคา เพราะทำของเขาเสีย แต่ของเราดูแลเก็บรักษาง่ายเพราะพลาสติกมีความยืดหยุ่น เกิดความเสียหายยากกว่า จะเห็นว่ามีข้อดีเยอะมาก ถึงแม้ว่าผมจะไม่ใช่คนคิดโปรดักส์ แต่ผมทดลองใช้แล้วเห็นได้ชัดว่ามันทำให้เรามีกำไรในงานก่อสร้างมากขึ้น

จุดแข็งขององค์กรและธุรกิจ

ผมว่าน่าจะเป็นในส่วนของโปรดักส์ และคุณภาพการให้บริการ เราจามดูแลแฟรนไชส์ตลอดจนดกว่าเขาจะเดินได้ด้วยตัวเองไม่ใช่แค่ขายของได้แล้วจบเท่านั้น

ฝันไว้อย่างไรกับอนาคตตัวเองและองค์กร

ต้องการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง มีแฟรนไชส์อยู่ทั่วประเทศ ถ้าเป็นไปได้อยากให้อยู่ในตลาดหุ้น และผมตั้งใจไว้ว่าจะก้าวไปให้ถึงตรงจุดนั้นให้ได้ “ผมเป็นนักบริหารและโชคดีที่ผมมีทีมที่เก่ง ตอนนี้มีพนักงานทีมการตลาด ทีมการตลาดออนไลน์ประมาณ 8-10 คน มีคนงานขับรถส่งของ ทำความสะอาดแบบ ประมาณ 40 คน เมื่อก่อนไม่มีคนรู้จักเรา แต่โซเชียลเน็ตเวิร์คไม่ว่าจะเป็น เฟซบุ๊ค กูเกิ้ล ช่วยเราได้เยอะ เพราะเมื่อเราเริ่มทำการตลาดออนไลน์ ยอดขายก็พุ่งขึ้นมาได้เยอะ

คิดอย่างไรกับตลาด AEC

เพื่อนๆ ผมก็ไปทำตลาดกันแล้ว ถ้าผมอยากไปก็ไปได้เลย แต่ในช่วง 3-5 ปีนี้ผมอยากทำตลาด อยากขยายตลาดในประเทศไทยก่อน

ฝากถึงผู้อ่าน

ผมว่า แฟรนไชส์แบบพลาสติก เป็นธุรกิจที่ดี น่าลงทุน โดยเริ่มจากตัวผมเอง จากที่ผมเป็นผู้ใช้ ใช้ดี มองเห็นช่องทางและโอกาส จนกระทั่งมาลงทุนทำธุรกิจนี้ ธุรกิจดี บอกต่อ เพราะอยากให้คนอื่นๆ ได้มีรายได้ เป็นธุรกิจที่มีความมั่นคงในระดับหนึ่ง และยังได้กลับมาอยู่ในพื้นที่ของตนเอง กลับมาทำธุรกิจที่บ้านเกิดของตนเองได้
นี่คือวิสัยทัศน์ของสุดยอดผู้บริหารหนุ่ม ผู้เปิดตำนาน”บ้านเราไม้แบบสำหรับงานก่อสร้างไทยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งเป้าหมายรุกตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยและเจาะตลาดงานก่อสร้าง ทดแทนการใช้ไม้และปูน ตั้งเป้าหมายปูพรหมเปิดแฟรนไชน์ทั่วทุกจังหวัดทางภาคอีสาน พร้อมปูทางน้ำหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯใน 5ปีข้างหน้า พร้อมเดินเกมเปิดแฟรนไชน์”บ้านเราไม่แบบทั่วประเทศไทยและAEC”

**ไม้แบบ คือ อุปกรณ์เทคอนกรีตในงานก่อสร้าง**

“สมเจตน์ สุขศิริ”

ประธานกรรมการ